เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ : โอกาสหรือทางตัน

” เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ ก็เลยส่งพนักงานสำรวจตลาดคนหนึ่งมาสำรวจตลาดรองเท้าที่เกาะแห่งหนึ่ง 2 สัปดาห์ผ่านไป พนักงานคนนี้ก็ส่งรายงานแจ้งบริษัทว่า มองไม่เห็นโอกาสในการขายเลย เพราะคนในเกาะนี้ไม่มีใครสวมรองเท้า บริษัทไม่แน่ใจเลยส่งพนักงานคนที่สองมาสำรวจตลาดที่เกาะนี้อีกครั้ง 2 สัปดาห์ผ่านไปพนักงานคนที่สองส่งรายงานกลับบริษัทว่า ให้รีบส่งรองเท้าจำนวนมากลงเรือมาเกาะนี้ เพราะตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่และไร้คู่แข่ง เนื่องจากผู้คนในเกาะนี้ยังไม่มีคนใดมีรองเท้าใช้ “

เรื่อง เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ที่ฉันเจอก็เช่นกัน ธุรกิจนี้ไม่ใช่ธุรกิจใหม่เลย แล้วฉันก็มองว่า สภาพแวดล้อมที่ฉันเจอ ในซอยบ้านของฉัน มีคนทำแล้วหลายเจ้า ซอยก็ไม่ได้ใหญ่อะไร เป็นซอยตันอีกต่างหาก ร้านของฉันก็ไม่ได้อยู่ต้นซอย กึ่งๆไปทางท้ายซอยด้วยซ้ำ ทำเลถือว่าไม่ได้ดีนักเท่าไหร่ จากต้นซอยมาถึงบ้านของฉัน ไม่ถึงกิโล มีบ้านที่เปิดลงเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ 3 เจ้า มี คนเปิดร้านซักอบรีดเป็นทางการ แบบเปิดหน้าร้าน 1 เจ้า อยู่ใกล้ๆต้นซอย แล้วพวกที่ทำรับซักรีด แบบไม่มีหน้าร้าน ที่เป็นลูกค้ามาเติมเงินที่ร้านของฉัน ก็หลายคนอยู่นะ ถัดจากบ้านของฉันไปอีก 3 ห้อง ก็รับซักรีด แบบไม่เป็นทางการ มีคนมาจ้างซักขาประจำอยู่หลายราย เลยไปท้ายซอย ก็มีคนรับจ้างซักรีดอยู่

ถ้าให้ฉันมองสภาพแวดล้อมรอบตัวเอง ฉันไม่สนใจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเลย เพราะคิดว่า จากคนให้บริการที่มีอยู่เดิมแล้ว ก็น่าจะเต็ม แถมบางบ้าน เขาก็มีเครื่องซักผ้าของตนเอง ไม่มาใช้เครื่องซักผ้าข้างนอกหรอก จะมีก็เฉพาะพวกอยู่บ้านเช่า หรือ ห้องเช่าเท่านั้น ที่จะมาใช้บริการ ซึ่งแถวนี้ก็ไม่ได้มีมาก แล้วก็ไม่มีหอพัก หรือคอนโดด้วยซิ แถมเวลาเดินผ่าน หรือนั่งรถผ่าน ร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ไม่เคยเห็นมีลูกค้าเลย แล้วมันน่าทำตรงไหนเนี่ย

 

ฉันก็เหมือนพนักงานสำรวจตลาดคนแรก ที่ไปที่เกาะ แล้วกลับมาบอกว่า ซอยนี้เต็มแล้ว ไม่มีใครต้องการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเพิ่มหรอก แต่พี่สาวของฉันไม่คิดอย่างนั้น

 

เธอเหมือนพนักงานคนที่สอง ที่ไปเกาะแล้วบอกว่า ซอยนี้ก็ดีน่าลงทุน น่าทำ มันต้องเวิร์คซิ ไม่งั้นร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ที่เปิดก่อนหน้านี้ มันควรจะเจ๊งไปตั้งนานแล้ว ถ้าเขาเปิดแล้วอยู่ได้ ก็แสดงว่ามีลูกค้า มีคนใช้บริการ เรื่องทำเลท้ายซอย ก็ไม่ใช่ปัญหา คนท้ายซอยปรกติต้องเดินไปซักผ้าต้นซอยอยู่แล้ว เรามาตั้งตรงนี้ คนท้ายซอยก็จะสะดวกขึ้น ไม่ต้องเดินไปต้นซอย ถือว่าแบ่งกลุ่มลูกค้ากันไป

 

ในขณะที่ ฉันมองว่าตลาดมันเต็มแล้วไม่น่าลงทุน พี่สาวของฉันกลับมองว่า ตลาดยังมีที่เหลือ พอแบ่งส่วนออกมาได้

 

ฉันเป็นเจ้าของที่กลับไม่สนใจ ด้วยเหตุผล

 

1. คิดว่าตลาดมันเต็มแล้ว คนทำเยอะแล้ว

2. เวลาเดินผ่านร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ไม่เคยเห็นมีคนเลย คิดว่าคนใช้บริการน้อยมาก

3. ฉันเป็นคนไม่เคยซักผ้าเอง ใช้เครื่องซักผ้าก็ไม่เป็น ( เครื่องซักผ้าที่บ้านใช้ยังไง ยังไม่รู้เลย ต้องถามเด็กที่บ้าน) จึงไม่เห็นความสำคัญของเครื่องซักผ้าเท่าไหร่

4. สำคัญเลย คือ คิดว่า ถ้าทำแล้วลูกค้าน้อย หรือไม่มีลูกค้า มันจะไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป อาจจะต้องใช้เวลาคืนทุนนาน มันเป็นการจมทุน ซึ่งถ้าต้องกู้มาทำ ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บมาทำ กำไรอาจจะไม่พอกับดอกเบี้ย หรือ การคืนทุนมันช้ากว่า อัตราเงินที่ต้องผ่อนชำระคืนกับที่กู้มา (คิดแบบคนไม่มีตังค์)

 

แต่พี่สาวของฉันอยู่ที่อื่น กลับมองว่า มันคือโอกาสที่เขาจะลงทุน ด้วยเหตุผล

 

1. ถ้าแถวนี้มีบ้านที่เปิดทำร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญลงถึง 10 เครื่อง ก็แสดงว่า เขาประเมินว่า ต้องมีลูกค้ามากพอที่จะใช้ 10 เครื่องพร้อมกัน

2. ถ้าร้านที่เปิดอยู่แล้ว เขาทำแล้วไม่เจ๊ง ปิดกิจการ ก็แสดงว่าเขาทำแล้วอยู่ได้ มีกำไร

3. มันเป็นการลงทุนครั้งเดียว แล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเดียว มันอาจจะใช้เวลาคืนทุนในระยะแรก แต่ต่อไปมันคือผลกำไรที่ได้รับตลอด

4. เสื้อผ้าก็เหมือนอาหาร ที่ต้องกินทุกวัน คนเราก็ต้องใส่เสื้อผ้าทุกวัน ยิ่งครอบครัวที่มีคนมาก มีลูกเยอะ ต้องซักทุกวัน ถ้าคนทำงานนอกบ้านทั้งวันไม่มีเวลา เขาไม่ซักเองหรอก มันเหนื่อย ส่วนใหญ่ซักเครื่องทั้งนั้น

 

แล้วบ้านคนส่วนใหญ่ ก็จะลงเครื่องซักผ้าตัวเล็ก 8-10 โล ไม่ค่อยมีคนลงเครื่องซักผ้าตัวใหญ่ 12 โลหรอก ถ้าเราลงเครื่องใหญ่ คนจะเอาผ้าห่มมาซัก เพราะเครื่องที่บ้าน ซักไม่ได้

 

5. ตัวพี่สาวของฉัน เธอตั้งเครื่องซักผ้าที่หอพักของเธอแล้วเวิร์ค คนใช้บริการเยอะ คืนทุนเร็ว กำไรดี เธอเลยมองว่ามันทำแล้วขึ้น

6. ที่สำคัญ คือเธอมองว่า เอาเงินมาลงทุน ได้ผลตอบแทนดีกว่า ฝากธนาคาร กินดอกเบี้ย (คิดแบบคนมีตังค์)

 

งานนี้เลยกลายเป็นว่า พี่สาวของฉัน ขอลงทุนเช่าที่ ตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หน้าร้านของฉัน และฝากฉันดูแลเครื่องให้เธอด้วย เพราะพี่สาวของฉัน ลงแต่เงินทุน ตัวไม่ว่างมาดูแลอยู่แล้ว ส่วนฉันก็รับส่วนแบ่งค่าเช่า โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ถ้ามีลูกค้าเยอะ ก็จะได้กำไรจากส่วนแบ่งค่าน้ำไฟมากหน่อย ถ้าลูกค้าน้อย กำไรตรงนี้จะน้อยลงไปด้วย ค่าเช่าช่วงแรก ก็ลดราคาให้ก่อน เพราะถือว่า ระยะแรก คนอาจจะยังรู้จักน้อย ถ้าลูกค้าเยอะ ค่อยไปขึ้นทีหลังก็ได้

 

หลังจากตกลงกันแล้ว เลือกทำเล หน้าบ้าน เป็นที่ใต้ชายคานอกตัวบ้าน (ในบ้านไม่ว่าง เป็นตัวร้านของฉัน) ฝั่งซ้าย ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของต้นเฟื่องฟ้าไม้ประดับ กับ อ่างดอกบัวที่อยู่หน้าบ้าน มุมนี้เหมาะที่สุด เป็นอันต้องย้ายเก็บไม้ประดับ ไปไว้หลังบ้านแทน แล้วตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ฉันเคลียร์ที่ให้

 

แล้วพี่สาวของฉัน ก็ดำเนินการ หาช่างมาติดกรงเหล็กล้อมเครื่องซักผ้าไว้ กันขโมย แล้วก็จัดการให้คนไปซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญมาส่ง เป็นเครื่องซักผ้ายี่ห้อ ซัมซุง รุ่น 9 กิโล กับ 12 กิโล ติดตู้หยอดเหรียญไว้เรียบร้อย แล้วช่างก็มาต่อมิเตอร์ น้ำ-ไฟ เดินเครื่องให้เรียบร้อย พร้อมกับติดผ้าใบกันแดด หน้าบ้านให้ด้วย รวมทุกอย่างโดยประมาณเกือบ 4 หมื่น ( เท่าที่รู้ ค่าผ้าใบ 3พัน ค่าของค่าช่างติดตั้งเครื่องกับทำกรงเหล็กประมาณหนึ่งหมื่น ตัวเครื่องซักผ้าไม่รู้ราคา )

 

ช่วงระหว่างที่ช่างมาทำกรงเหล็ก ติดไว้ก่อนเครื่องซักผ้าจะมา ก็เริ่มมีคนมาถามว่า ติดกรงเหล็กทำไม หลายคนสนใจว่าฉันจะทำอะไรหน้าบ้าน ฉันก็ตอบว่า วางเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทุกครั้งที่บอกไป ล้วนแต่มีคนบอกว่าดี บางคนชมว่า รู้จักใช้หน้าบ้านให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ บางคนบอกว่าดี ไม่ต้องออกไปซักข้างนอกไกล อยู่ใกล้บ้านดี

 

พอช่างมาติดเครื่องเสร็จ ก็มีคนมายืนดู ว่าคืออะไร บางคนก็แนะ ให้ระวังเรื่องน้ำที่เข้าเครื่อง ถ้าน้ำอ่อน ไหลช้า เครื่องจะซักนานกินไฟ ถ้าน้ำไม่ไหล เครื่องจะไม่ทำงานนะ น่าจะติดปั๊มน้ำ น้ำจะได้ไหลเข้าเครื่องไวหน่อย ซึ่งขณะนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าน้ำจะเป็นยังไง เพราะยังไม่ได้ลองใช้เลย แต่ก็รับฟังคำแนะนำเอาไว้

 

บางคนก็มาดูกรงเหล็ก บางคนชมว่ามันแน่หนาดี วางไว้นอกบ้านอันตราย ต้องระวังหน่อย ใส่กุญแจเยอะๆ บางคนก็บอกว่า กรงมันน่าจะปิดด้านบนเยอะกว่านี้ ให้ยกข้างบนไม่ได้ ฉันก็รับฟังไว้ แต่จะแก้อีกที มันคงยาก เพราะทำเสร็จแล้ว

 

บางคนสนใจ เพราะเป็นเครื่องใหม่ น่าใช้ ร้านที่อยู่ข้างนอก คนใช้เยอะ เครือ่งเก่านานแล้ว อันนี้เครื่องใหม่น่าลอง น่าจะซักสะอาด

 

บางคนบอกว่า พอดีเลย เครื่องซักผ้าที่บ้านเสีย แล้วอากาศมันเย็นหนาวๆ ไม่อยากจะซักมือ น้ำมันเย็น หนาว เอาผ้ามาลงเครื่องดีกว่า

 

ฉันก็ไม่คิดว่า กระแสคนสนใจจะเยอะ แล้วก็มีคนมาประเดิมลองใช้ในคืนวันแรกที่ติดตั้งเสร็จเลย

 

ตอนแรกพี่สาวของฉัน ให้ฉันไปสำรวจว่าร้านแถวนั้น ตั้งราคาไว้เท่าไหร่ ฉันไม่กล้าไปเดินดู ด้วยความอาย เพราะคนในซอยก็รู้จักเยอะ ถ้าไปดู กลัวเขาจะรู้ว่ามาสำรวจราคา พี่สาวของฉันเลยต้องไปเดินดูเอง แล้วตัดสินใจตั้งราคาเครื่องใหญ่ 12 กิโล 30 บาท ต่ำกว่าที่อื่น เพื่อเรียกลูกค้า กะเอาตัวนี้ชูโรง เพราะที่อื่นตั้งไว้ 40 บาท แล้วตัว 9 กิโล ตั้งราคาไว้ 20 บาท ด้วยความที่ฉันไม่เคยทำ พูดตรงๆ คือ ฉันคำนวนราคาไม่ถูกหรอก ไม่รู้ว่าเครื่องซักผ้า มันกินน้ำ กินไฟเท่าไหร่ คิดราคาเท่าไหร่ถึงกำไร แต่ถ้าทำแล้วไม่ขาดทุน ก็ตั้งราคาไปเถอะ (เพราะฉันไม่ใช่คนลงทุน คิดง่ายป่ะ)

 

พอมีลูกค้ามาซักผ้า ฉันก็ถึงบางอ้อ ในเรื่องที่ไม่เคยรู้ เพราะไม่เคยไปใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่ไหนมาก่อน พอมาทำเอง ถึงรู้ว่า คนที่เขามาซักผ้า เขาแค่เอาผ้ามาลง พอเครื่องทำงาน เขาก็ไป ผ้าเสร็จแล้ว เขาถึงกลับมารับ ไม่ได้อยู่เฝ้าเครื่องตลอด

 

ฉันเข้าใจแล้ว ทำไมเวลาผ่านไปร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทีไร ถึงไม่เห็นมีลูกค้าซักคน คือจริงๆเขาก็มีอะนะ แต่ลูกค้าอยู่แป๊บเดียวก็ไป แล้วก็มากลับมาใหม่ ใช้เวลาในร้านไม่นาน พอผ่านไปยามที่เขาไม่ได้เอาผ้ามาลง เลยไม่ได้เห็นคนมาซัก ทั้งที่จริงๆก็มีคนมาใช้เครื่อง แต่เขาไม่ได้อยู่เฝ้าเครื่อง ฉันเลยไม่เคยเห็น แล้วดันคิดไปเองว่าไม่มีคน อันนี้ยอมรับว่า โง่เองจริงๆ คิดไม่ถึง

 

เหตุผลง่ายมากเลย เพราะฉันไม่เคยไปสำรวจ ไม่เคยลองไปใช้บริการเองจริงๆ ไม่ได้ไปทำความรู้จักกับลักษณะของการใช้บริการธุรกิจแบบนี้เลย เลยไม่รู้ ว่าลูกค้าอยู่ตอนไหน มาตอนไหน ไปตอนไหน มารู้จักก็ตอนทีทำเองเนี่ยแหละ

 

แล้วความผิดพลาดอีกข้อ คือ เรื่องทำเล ฉันคิดว่าทำเล ท้ายซอยไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่เคยสำรวจจริงๆ ว่าคนแถวนี้กี่คน ที่ใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ แล้วก็ดันไม่เคยรู้ว่า เขาไปซักผ้ากันตอนไหน แล้วที่ฉันประเมินผิดมากๆ คือ ลืมไปว่า ร้านของฉันมีลูกค้าเยอะ มีคนมาเติมเงินออนไลน์โทรศัพท์มือถือทั้งวัน เป็นเจ้าเดียวในซอย ที่ถือว่าผูกขาดเลยก็ว่าได้ มีตู้เติมเงินอยู่ต้นซอย ที่เป็นคู่แข่งอยู่ 3 ตู้ กับ ร้านที่ขายบัตรเติมเงินอีก 2 ราย แต่ไม่มีร้านเติมเงินออนไลน์เลยทั้งซอย ยกเว้นร้านฉันร้านเดียว ซึ่งทำให้คนทั้งซอย รู้จักร้านของฉัน โดยเฉพาะคนครึ่งซอยหลัง ส่วนมากจะเลือกมาเติมเงินกับฉัน มากกว่าออกไปข้างนอกไปเติม7-11 เพราะอยู่ไกลถึงปากซอย

 

และทุกคนที่มาเติมเงินออนไลน์ ก็จะเห็นว่าฉันมีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ก็จะถามไถ่ สนใจ อยากมาลองใช้บริการ และบางคนที่เป็นลูกค้าประจำของฉัน ก็สนใจจะมาใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญของฉันด้วย ความน่าเชื่อถือของฉัน ( เรียกว่า ความเป็นคนน่ารักของฉัน ที่ลูกค้าบางคนชอบ (ขอชมตัวเองหน่อยได้ป่ะ)) มันช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจริงๆ

 

พี่สาวของฉันคิดถูก ที่เลือกวางเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หน้าร้านที่มีลูกค้าเข้าออกทั้งวัน เป็นร้านที่เติมเงินที่คนทั้งซอยรู้จักดี ถือว่าเป็นทำเลดีของเขา แต่ฉันดันคิดผิด ดันคิดว่าแถวนี้ไม่น่าทำ แล้วก็ลืมประเมินร้านกับตัวเอง เข้าไปอยู่ในทำเลด้วย แต่ถ้าไม่ทำ ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่ามันมีผลถึงกัน

 

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ พึ่งติดตั้งเสร็จ เมื่อวันที่ 15 (เปิดมาได้อาทิตย์เดียวเอง ) ฉันติดป้ายไว้ข้างๆว่า ” เครื่องซักผ้า ” แค่นี้เอง ยังไม่ได้เขียนคำโฆษณา หรือ โปรโมทอะไรเลย ก็มีคนมาใช้บริการทุกวันแล้ว จากที่สังเกตุ คือ ช่วงเช้า กับ รอบเย็นๆค่ำๆ กลางวันไม่มี ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ กลางวันก็พอมีบ้าง วันหนึ่งคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ แต่คนที่มาใช้บริการ จากบ้านใกล้ๆเดินมา เริ่มเห็นบางคนขี่มอไซด์มาด้วย ก็แสดงว่า เริ่มมีคนที่อยู่ไกลจากรอบบ้านออกไปหน่อยด้วย มาแล้ว การจะให้ได้ลูกค้ามากขึ้น อาจจะต้องอาศัยเวลามากกว่านี้หน่อย สักระยะ 3-4 เดือนขึ้นไป อาจจะได้พอเห็นตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น มาว่าลูกค้ามากหน่อยแค่ไหน

คนเรารวยไม่เท่ากัน เพราะการมองเห็นโอกาส การมองอนาคต และการประเมินสถานการณ์เป็น คิดได้ไม่เท่ากันนี่เอง

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *